วัดสร้อยทอง

เดิมชื่อ "วัดซ่อนทอง" เป็นวัดเก่ามีมานาน สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.๒๓๙๔ ไม่ทราบนามและประวัติของผู้สร้าง สันนิษฐานว่าคงเป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจาก เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ภายในวัดมีปูชนียวัตถุที่สำคัญคือ พระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะทองเหลือง นามว่า หลวงพ่อเหลือ สร้างจากโลหะที่เหลือจากการหล่อพระประธาน ในปี พ.ศ.๒๔๔๕ ภายในเกศของหลวงพ่อบรรจุพระธาตุของพระอรหันต์ ๕ พระองค์ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๘๔ ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ บริเวณที่ตั้งวัดอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ เป็นผลให้หลายส่วนของวัดได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด แต่ปรากฏว่า หลวงพ่อเหลือ กลับไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด จึงได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากชาวบ้านมาโดยตลอด

ปัจจุบันวัดสร้อยทองได้รับการยกฐานะจากวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๑๓ เดือน เมษายน พ.ศ.๒๕๔๕

สถานที่ตั้ง

อยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ๒ บริเวณปากคลองบางซ่อน มีเลขทะเบียนปกครองที่ ๑๓๑๙ ถนนประชาราษฎร์สาย ๑ แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร รหัสไปรษณีย์ ๑๐๘๐๐ พื้นที่ทั้งหมดในปัจจุบัน มีจำนวน ๑๕ ไร่ ๓ งาน ๗๘ ตารางวา

อาณาเขต

Ø  ทิศเหนือ ติดกับถนนประชาราษฎร์สาย ๑

Ø  ทิศใต้ ติดกับคลองบางซ่อน

Ø  ทิศตะวันออก ติดกับพื้นที่ของกระทรวงกลาโหม

Ø  ทิศตะวันตก ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา

Ø  วัดสร้อยทอง มีพื้นที่เป็นลักษณะสี่เหลี่ยมมีความยาวติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ๘๐ เมตร

ศาสนสถานวัดต่างๆ บริเวณใกล้เคียง

Ø  ทิศเหนือ วัดประชาศรัทธาธรรม (วัดเสาหิน) วัดปากน้ำ นนทบุรี

Ø  ทิศใต้ วัดอนัมนิกายาราม (วัดญวนบางโพ) วัดบางโพโอมาวาส

Ø  ทิศตะวันออก สุดคลองบางซ่อน วัดเวตวันธรรมาวาส (วัดเซิงหวาย)

Ø  ทิศตะวันตก ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ คือวัดวิมุตยาราม (วัดละมุด)

Ø  ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ วัดพลับพลา นนทบุรี วัดเขมาภิรตาราม (วัดเขมา)

วัดสร้อยทองก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒

จากเอกสารที่ถูกเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายแห่งชาติท่าวาสุกรีได้บันทึกว่าในปี ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๕) และปี ร.ศ. ๑๒๔ (พ.ศ. ๒๔๔๗)กล่าวถึงรายงานการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ของวัดสร้อยทอง มีคหบดีและประชาชนชาวไทย ชาวญวน เป็นกำลังสำคัญในการบูรณะช่วงเวลาดังกล่าว หลวงปู่เบี้ยว เป็นเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง โดยมีหลวงนิกรมบริรักษ์ (เจิม) เป็นมรรคนายก (ท่านผู้นี้เป็นต้นตระกูลกาญจนินทุ) มีบ้านเรือนอยู่ในคลองบางซ่อน บุตรชาย ของท่านเป็นอดีตกรมศิลปากร คือ พ.อ. หลวงรณสิทธิชัย (เจือ กาญจนินทุ)สภาพของวัดสร้อยทองในอดีต มีความพร้อมในทุกด้าน ศาสนวัตถุก่อเกิดขึ้นมากมายมีหมู่กุฏิสงฆ์หอสวดมนต์หอระฆังหอกลองศาลาท่าน้ำเจดีย์ใหญ่และมณฑปพระพุทธบาทหลวงปู่เบี้ยวท่านเป็นเจ้าอาวาสและเป็นเจ้าคณะหมวดคลองบางซ่อนขึ้นอยู่กับการปกครองของพระราชเมธี (ขาว เขมโก) วัดสามพระยา ซึ่งเป็นเจ้าคณะแขวงพระนครบน

ลำดับเหตุการณ์ในอดีต

พ.ศ. ๒๔๔๔ แต่งตั้งนายเจิม สารวัด เป็นมรรคนายก ต่อมาได้รับยศเป็นหลวงนิกรมบริรักษ์

พ.ศ. ๒๔๔๕-๒๔๔๗ บูรณะปฏิสังขรณ์วัดสร้อยทองครั้งใหญ่ ใช้งบประมาณในขณะนั้น เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท

พ.ศ. ๒๔๕๐ ขยายโรงเรียน สมาคมพิทยากร ที่ตั้งขึ้นในวัดสร้อยทอง

พ.ศ. ๒๔๕๔-๒๔๕๕ สร้างพระประธานในโบสถ์ขึ้นใหม่ โดยหล่อเททองพร้อมกับพระพุทธรูปปางป่าเลไลย์ และองค์หลวงพ่อเหลือ

พ.ศ. ๒๔๕๖ หลวงนิกรมบริรักษ์ลาออกจากตำแหน่งมรรคนายก เพราะย้ายไปรับราชการที่อื่น

พ.ศ. ๒๔๕๙ นายกลิ่นเป็นมรรคนายก

พ.ศ. ๒๔๖๓ มีการเวนคืนที่ธรณีสงฆ์วัดสร้อยทอง เพื่อสร้างสะพานพระรามหก

พ.ศ. ๒๔๖๙ หลวงปู่เบี้ยว มรณภาพ

พ.ศ. ๒๔๖๙-๒๔๗๒ พระมหาละเอียด ธมฺมปาโล รักษาการเจ้าอาวาส

พ.ศ. ๒๔๗๒ หลวงพ่อรวย สุวณฺโณ เป็นเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง พ.ศ. ๒๔๘๕ เกิดน้ำท่วมใหญ่ เป็นเวลาแรมเดือน

พ.ศ. ๒๔๘๘ วันที่ ๒ มกราคม สะพานพระรามหกถูกทิ้งระเบิดขาดสะบั้นลง โดยพันธมิตร (อเมริกาและอังกฤษ) มีลูกระเบิดจำนวน ๑๔ ลูก ตกใส่บริเวณวัดสร้อยทองได้รับความเสียหายยับเยินมีสิ่งที่เหลือรอดพ้นจากระเบิดคือพระพุทธรูปหลวงพ่อเหลือหอระฆังและเจดีย์ริมคลองบางซ่อนก่อนที่จะมีการทิ้งระเบิดได้มีการอพยพหนีภัยของชาวบ้านและพระภิกษุ ไปในที่ต่างๆ กันโดยพระภิกษุวัดสร้อยทอง ไปอยู่ที่วัดบ้านกั่ว จ.ปทุมธานี

 

แก้ไขล่าสุด ( วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2009 เวลา 23:59 น. )