พระคุณของพ่อแม่
พระคุณของพ่อแม่ โดย พรเมธี ความผูกพันของพ่อแม่ที่มีต่อลูกและหน้าที่ที่ลูกจะกระทำตอบแทนต่อพ่อแม่ล้วนมีความสำคัญ ธรรมดาว่าคนเราทุกคนที่เกิดมาบนโลกย่อมมีพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด เป็นผู้ให้ชีวิต บำรุงเลี้ยงดูด้วยข้าวน้ำและให้ดื่มน้ำนม (โลหิตในหทัย) เป็นต้น แล้วเฝ้าถนอมเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ที่สำคัญยิ่งกว่านี้พ่อแม่ยังอบรมสั่งสอนลูกให้รู้จักผิดชอบชั่วดี ให้ศึกษาเล่าเรียนศิลปะวิทยาการต่างๆ หาภรรยาที่เหมาะสมให้แก่บุตร มอบทรัพย์สมบัติให้เป็นต้นทุนในการเลี้ยงชีวิต เพราะเหตุนั้น บุตรทุกคนควรใส่ใจนึกถึงอุปการคุณที่ท่านทั้งสองกระทำไว้ให้ก่อนแล้วทำตอบแทนพระคุณท่าน จึงจะได้ชื่อว่าทำหน้าที่ของบุตรได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ เหมือนที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหน้าที่ของลูกไว้ ๕ ประการ คือ
บุตรควรบำรุงมารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า ด้วยสถาน ๕ อย่าง คือ ๑. ท่านเลี้ยงเรามาเลี้ยงท่านตอบ ๒. ช่วยทำกิจการงานของท่าน ๓. ดำรงวงศ์สกุล ๔. ปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก ๕. เมื่อท่านละโลกนี้ไปแล้วทำบุญอุทิศให้แก่ท่าน
ขณะเดียวกัน พระองค์ก็ตรัสหน้าที่ของพ่อแม่ไว้ ๕ ประการเหมือนกัน คือ
มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า อันบุตรบำรุงด้วยสถานะ ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕ คือ ๑. ห้ามจากความชั่ว ๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี ๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา ๔. หาภรรยาที่สมควรให้ ๕. มอบทรัพย์ให้ในสมัย
|
แม่ คือ มิตรแท้ |
|
|
แม่เป็นมิตรชิดใกล้กว่าใครอื่น |
มิตรแสนหมื่นมิเทียบเปรียบท่านได้ |
|
ยามลูกทุกข์แม่เราเฝ้าปลอบใจ |
ยามสุขไซร้แม่ยินดีปลื้มปรีดา |
|
รักอื่นใดไหนเล่าเท่าแม่รัก |
แม่ฟูมฟักพันผูกลูกหนักหนา |
|
รักของแม่มากแม้นเท่าแผ่นฟ้า |
หนักยิ่งกว่าภูผาทั่วสากล |
|
|
(สุธา ธรรมชาติ) |
เพราะฉะนั้นบุตรผู้ปฏิบัติผิดต่อมารดาบิดาย่อมประสบทุกข์ เหมือนกับมิตตวินทุกะผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาจตุททวารชาดก ฉะนั้น เรื่องมีอยู่ว่า
ครั้งหนึ่ง ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ บุตรของเศรษฐีผู้มีทรัพย์สมบัติ ๘๐โกฏิ ในกรุงพาราณสี ชื่อว่ามิตตวินทุกะ เป็นผู้ทุศีลไม่มีศรัทธาในพระรัตนตรัย ส่วนบิดามารดาของเขาเป็นโสดาบัน ในกาลต่อมา เมื่อบิดาถึงแก่กรรมแล้ว เขากล่าวว่า “แม่จ๋า ฉันจักทำการค้าขายทางเรือ” มารดากล่าวว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าเป็นลูกคนเดียวของแม่ เจ้าเป็นดังแก้วตาดวงใจของแม่ แม้ทรัพย์ในเรือนนี้ก็มีมาก สมุทรมีภัยมากมาย เจ้าอย่าไปเลยลูกเอ๋ย” แต่เขาก็ขืนจะไปลูกเดียวพูดว่า “แม่ไม่อาจห้ามฉันได้หรอก” แม้ถูกมารดาจับมือไว้ก็สลัดมือออก ตีมารดาให้ล้มลงและด่ามารดาให้เจ็บใจ พอได้โอกาสแล้วก็ลงเรือแล่นไปสู่สมุทรอันกว้างใหญ่
ในวันที่ ๗ เพราะมิตตวินทุกะเป็นเหตุจึงทำให้เรือจอดนิ่งอยู่กับที่ ชนทั้งหลายภายในเรือจึงจับสลาก ด้วยคิดกันว่า “ในเรือลำนี้น่าจะมีคนกาฬกิณีอยู่” มิตตวินทุกะจับสลากนั้นได้ถึง ๓ ครั้งรวด ทีนั้นคนในเรือจึงฟันธงลงไปว่า “นายมิตตวินทุกะเป็นคนกาฬกิณีอย่างแน่นอน” แล้วโยนเขาลงไปในสมุทร เขาอาศัยแพนั้นลอยไปไปถึงเกาะแห่งหนึ่ง ได้เห็นเมือง ๆ หนึ่งมี ๔ ประตู เมืองนั้นชื่อว่า อุสสทนรก เป็นสถานที่ชดใช้กรรมของเหล่าสัตว์ผู้เกิดในนรกเป็นอันมาก แต่ว่านรกนั่นได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะ เหมือนเมืองที่ประดับประดาไว้อย่างวิจิตร เพราะผลของกรรมคือการทุบตีและด่าทอมารดา เขาจึงคิดว่า “เราสมควรจักเป็นพระราชาในเมืองนี้แหละ” จึงเข้าไป ได้เห็นสัตว์นรกตนหนึ่งมีกงจักรตั้งอยู่บนศีรษะยืนคร่ำครวญอยู่
ต่อมา กงจักรอันคมบนศีรษะของสัตว์นรกนั้นได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเป็นเหมือนดอกบัว เครื่องจองจำ ๕ อย่างที่อกของสัตว์นรกได้ประจักษ์แก่เขาเหมือนสร้อยสังวาลย์ เลือดที่ไหลออกจากร่างกายของสัตว์นรกได้ปรากฏเป็นเหมือนจันทน์หอมสำหรับลูบไล้กาย เสียงคร่ำครวญของสัตว์นรกได้ปรากฏเป็นเหมือนบทเพลงอันไพเราะจับใจ เขาเข้าไปหาสัตว์นรกนั้นแล้ว กล่าวว่า “บุรุษผู้เจริญท่านทัดทรงดอกบัวนานแล้ว ท่านจงให้ดอกบัวนั่นแก่ฉันเถิด” สัตว์นรกกล่าวว่า “สหายเอ๋ย นี้ไม่ใช่ดอกบัวหรอก แต่มันเป็นกงจักรอันคมต่างหาก” มิตตวินทุกะไม่เชื่อแล้วกล่าวว่า “ท่านกล่าวอย่างนี้ เพราะไม่ต้องการจะให้แก่ฉันล่ะซิ” สัตว์นรกคิดว่า “กรรมของเราเห็นทีจักสิ้นแล้ว แม้บุรุษคนนี้ก็พึงทุบตีมารดาบ้าง ด่าทอมารดาบ้าง เหมือนอย่างเรามาแล้วแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัยเลย เพราะฉะนั้น เราจักให้กงจักรอันคมแก่เขา” ดังนี้แล้ว พูดว่า “มาเถิดผู้เจริญ ท่านจงรับเอาดอกบัวนี้” แล้วโยนกงจักรอันคมนั้นไปบนศีรษะของเขา กงจักรนั้น หมุนประหนึ่งบดกระหม่อม
ในขณะนั้น มิตตวินทุกะทราบว่าสิ่งนั้นเป็นกงจักรอันคม จึงกล่าวว่า “ท่านจงรับเอากงจักรอันคมของท่านคืนไปเถิด” ดังนี้แล้ว ประสพเวทนาคร่ำครวญอยู่ สัตว์นรกนอกนี้หายไปแล้ว ส่วนมิตตวินทุกะ เสวยทุกข์ในนรกนั้นสิ้นกาลนาน เพราะผลแห่งอกุศลกรรมคือการทุบตีด่าทอมารดา เมื่อวิบากกรรมนั้นสิ้นแล้ว เขาจึงละกงจักรอันคมไปตามยถากรรมแล
ดังนั้น บิดามารดาเหล่านั้นจึงถือว่าเป็นผู้มีอุปการะมาก พระภาคเจ้าทรงแสดงว่า “มารดาบิดาเป็นพรหม บุรพาจารย์ และอาหุไนยของบุตร บุญคุณของท่านบุตรไม่อาจทำตอบแทนให้สิ้นสุดด้วยอุปการะอันเป็นโลกิยะ แม้บุตรตั้งใจว่า เราจักตอบแทนบุญคุณบิดามารดา แล้ววางมารดาไว้บนจะงอยบ่าเบื้องขวา วางบิดาไว้บนจะงอยบ่าเบื้องซ้าย ประคับประคองในอวัยวะทั้งปวง ทำการบำรุงท่านผู้ดำรงอยู่บนจะงอยบ่าทั้ง ๒ ด้วยภารกิจมีการอบกลิ่นเป็นต้น บิดามารดานั่งถ่ายปัสสาวะและอุจจาระบนจะงอยบ่าของบุตร บุตรนั้นแม้จะทำอยู่อย่างนั้นตลอด ๑๐๐ ปี ก็ไม่อาจทำตอบแทนแก่ท่านได้เลย แม้ว่าบุตรจะสถาปนาบิดาไว้ในตำแหน่งพระเจ้าจักรพรรดิ และสถาปนามารดาไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ แม้เมื่อทำได้อย่างนั้น บุตรก็ไม่อาจทำตอบแทนแก่ท่านได้เหมือนกัน ส่วนบุตรคนใดตั้งบิดามารดาผู้ไม่มีศรัทธาให้สมาทานดำรงตั้งอยู่ในสัทธาสัมปทา ยังบิดามารดาผู้ทุศีลให้สมาทานดำรงตั้งอยู่ในสีลสัมปทา ยังบิดามารดาผู้มีความตระหนี่ให้สมาทานดำรงตั้งอยู่ในจาคสัมปทา ยังบิดามารดาผู้มีปัญญาน้อยให้สมาทานดำรงตั้งอยู่ในปัญญาสัมปทา บุตรนั้นจึงจะชื่อว่าสามารถทำตอบแทนบุญคุณของท่านได้
เพราะฉะนั้น ผู้ใดใครก็ตามจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตามย่อมได้รับผลของกรรมนั้นอย่างแน่นอนดังคำกลอนที่ท่านประพันธ์ไว้ว่า
|
ถึงมีฤทธิ์สิทธิศักดิ์สามารถ |
ยกปราสาทเวชยันต์ให้หวั่นไหว |
|
แม้ล่องหนด้นฟ้านภาลัย |
เก่งเท่าไรก็ไม่รอดจอดเพราะกรรม ฯ |
แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2009 เวลา 00:25 น. )


